ปัจจัยที่ช่วยสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและบรรยากาศที่อบอุ่น

ครอบครัว เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมที่มีส่วนเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับบุคคล ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีความรัก ความเข้าใจซึ่งกันละกัน เอื้ออาทร ห่วงใยดูแลซึ่งกันและกัน ก็จะส่งผลให้ครอบครัวมีความสุข แต่ถ้าสมาชิกในครอบครัวทะละวิวาทกัน มีความขัดแย้ง ไม่เข้าใจกัน ครอบครัวก็จะไม่มีความสุข และอาจส่งผลให้เด็กก้าวร้าว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอีกทั้งไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่นได้

ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นครอบครัวที่มีความสุข มีลักษณะดังนี้

1.หัวหน้าครอบครัวมีความรักความเข้าใจในสมาชิก มีความเมตตา เอื้อเฟื้อ เสียสละให้อภัยและเอื้ออาทรต่อสมาชิกในครอบครัวทุกคน ไม่ลงโทษต่อสมาชิกในครอบครัวโดยวิธีที่รุนแรงไม่แสดงกิริยาข่มขู่ หรือทำให้บุคคลในครอบครัวอับอาย

2.หัวหน้าครอบครัวไม่ลำเอียงในการเลี้ยงดู ให้ความรักความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ไม่ลำเอียงรักลูกคนเล็กมากที่สุดไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่แสดงกิริยารักเฉพาะบุตรตนเองกับผู้อื่น รักษาดูแลสมาชิกในครอบครัวเมื่อเจ็บป่วย

3.ระบบการปกครองมีความเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพ โดยรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เช่น ไม่รื้อค้นสิ่งของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต ไม่เปิดจดหมายผู้อื่น เป็นต้น

4.สมาชิกในครอบครัวมีความรักใคร่สามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีความเห็นอกเห็นใจกัน ให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

5.สมาชิกในครอบครัวรู้จักบทบาทหน้าที่ตนเอง มีสัมมาคารวะมีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง ไม่ลักขโมย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัว

การสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัวนั้น จะก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยทางจิตใจที่คนในครอบครัวรู้สึกเมื่ออยู่ร่วมกัน บรรยากาศแห่งการมีสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวนั้น ทุกครอบครัวสามารถสร้างขึ้นได้ อย่างเช่น

– ยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนในบ้าน รู้จักฟังผู้อื่นพูดและยอมรับในความคิดของผู้อื่น

– รักและห่วงใยรู้จักเอื้ออาทรและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เอาแต่ใจตนเอง มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์

– รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ช่วยงานบ้านทุกอย่างด้วยความเต็มใจ

– ไม่ทะเลาะวิวาทกับพี่น้องหรือบุคคลอื่นในครอบครัว รู้จักให้อภัยต่อกัน และไม่แสดงกิริยาก้าวร้าวเมื่อไม่พอใจ ใช้กิริยาวาจาที่สุภาพกับทุกคน

– เคารพนับถือ มีสัมมาคารวะต่อพ่อแม่ผู้มีอาวุโส และญาติผู้ใหญ่ทุกคน

– เอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของทุกคนในครอบครัว มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เสียสละ และให้อภัย

– สมาชิกในครอบครัวร่วมรับผิดชอบการวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว

 

 

การแก้ไขความรุนแรงในครอบครัวให้หมดไปหรือลดน้อยลง

view_resizing_images.phpการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวและสังคมเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมาก และเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย และทุกชนชั้น แต่สังคมไทยยังถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวที่แต่ละคนต้องแก้ไขเองตามลำพัง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและมีผลกระทบต่อความผาสุกของครอบครัวและสังคม สถานพยาบาลต่างๆยังไม่มีการจัดบริการทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงส่วนใหญ่แล้ว บริการที่ให้เป็นการบำบัดทางจิตเมื่อผู้ถูกกระทำเกิดความผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรงแล้ว ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ล่าช้าเกินไป ส่วนผู้กระทำมักจะไม่ได้รับการบำบัดแก้ไขพฤติกรรม ทำให้มีการใช้ความรุนแรงต่อไปไม่สิ้นสุดและรุนแรงมากขึ้น

ความสัมพันธ์ทางครอบครัวมีความเชื่อมโยงกันทั้งทางร่างกาย และจิตใจในด้านที่ดีเป็นสำคัญ แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงและแอบแฝงไปด้วยความรุนแรงกลับซ่อนเร้นอยู่ในสถาบันที่แยกย่อยและสำคัญที่สุดในสังคม ทำให้พื้นฐานบุคลิกของผู้คนซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวถ่ายทอดเอาเจตคติและเกิดการเลียนแบบกระทำตามต่อกันมา หากอยู่ในสถานะที่ร่างกายและความคิดถูกกดดันจะถูกระบายออกมาด้วยการกระทำ ความรุนแรงกับสมาชิกในครอบครัวต่อไป ทำให้ครอบครัวเกิดความอ่อนแอในด้านสัมพันธภาพและเกิดเป็นปัญหาทางสังคมติดตามมาในภายหลัง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและมีผลกระทบต่อความผาสุกของครอบครัวและสังคม สถานพยาบาลต่างๆยังไม่มีการจัดบริการทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงส่วนใหญ่แล้ว บริการที่ให้เป็นการบำบัดทางจิตเมื่อผู้ถูกกระทำเกิดความผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรงแล้ว ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ล่าช้าเกินไป

ความรุนแรงในครอบครัวมีผลเสียต่อจิตใจ และพัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพของเด็กซึ่งถ้าเราไม่ช่วยกันลดการใช้ความรุนแรงในครอบครัวให้หมดไปหรือลดน้อยลง ในที่สุดเราก็ได้ประชากรที่นิยมความรุนแรง การเดินถนนของเราคงจะไม่มีความปลอดภัยแล้ว และถ้าใช้ความรุนแรงกับลูกของเรา ลูกของเราก็ใช้ความรุนแรงกับหลานแหลนของเราต่อไปดังนั้นเรามาอยู่ด้วยกันด้วยความรัก ความเมตตา ลูกๆก็จะมีความสุข และในที่สุดสังคมประเทศชาติก็จะมีความสุขด้วย เพราะสัมพันธภาพอันดีของมนุษย์เกิดจากสถาบันพื้นฐานของสังคมคือครอบครัว ปัจจุบันทุกๆจุดของสังคมมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางแก้ปัญหา

ปัจจัยที่ครอบครัวมองข้าม ในการปลูกฝังลูกให้รักการอ่าน

ปัญหาเด็กอ่านหนังสือออก แต่ไม่อยากอ่าน ไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้ปกครองจะปลุกฝัง เพียงแค่ผู้ปกครองหาหนังสือสักเล่มมานั่งอ่านกับลูกๆ ไม่นานนักเด็กจะเกิดการปลูกฝัง และเริ่มทำการคุ้นเคยกับการอ่าน แต่ยังมีผู้ปกครองหลายท่านคิดว่าการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่ลูกๆเป็นเรื่องที่ยาก ทำให้ไม่เกิดการปลูกฝังและส่งผลให้เด็กไม่มีใจรักการอ่านนั่นเอง ในบทความนี้จะขอเปิดเผยถึงปัจจัยสำคัญ 8 ประการที่พ่อแม่หลายคนละเลย ประกอบด้วย ดังนี้

1.ไม่เตรียมตัว ผู้ปกครองควรมีการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ โดยการอ่านหนังสือก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงอารมณ์ ก่อนเล่าให้ลูกฟัง เพื่อให้เด็กรู้สึกสนุก

2.ไม่ต่อเนื่อง นอกจากผู้ปกครองแล้วทางด้านคุณครูควรช่วยกันส่งเสริมการอ่าน ความต่อเนื่องทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากทำเหมือนคนที่เขารัก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทำให้เขาจะเริ่มทำท่าเหมือนหนูก็อ่านได้ จุดนี้ก็เป็นจังหวะที่พ่อแม่จะชี้ชวนให้ลูกดูว่าเราอ่านจากตรงไหน พอทำไปเรื่อยๆ เขาจะสนใจเอง

3.ไม่มีความสุข การบังคับให้เด็กมานั่งฟังนิทาน ไม่มีประโยชน์เลย หากเด็กไม่ได้มาด้วยใจที่พร้อม สิ่งสำคัญคือการสร้างบรรยากาศแห่งความสุข

4.ไม่อ่านตามบทประพันธ์ ควรอ่านตรงตามข้อความที่นักประพันธ์ได้เขียนไว้ เพราะว่าข้อความเหล่านั้น นักประพันธ์เขาคัดสรรแล้ว และควรมีการเว้นจังหวะ ทำเสียงตื่นเต้น เสียงอ่อนแรงบ้าง เพื่อสร้างความน่าสนใจ

5.ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้หนังสือ สอนการหยิบจับหนังสือ วิธีการถือหนังสือ ส่วนประกอบของหนังสือ การเปิดหนังสือ เรื่องเหล่านี้หากสอนร่วมด้วยจะทำให้เด็กใช้หนังสือได้ถูกต้อง

6.ไม่ตอบคำถาม บ่อยครั้งที่พบว่าเด็กมีคำถาม แปลว่าเขาสนใจในเรื่องราว เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าเด็กกำลังสนใจอยู่หรือไม่

7.ไม่สร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น ลองทำสมุดบันทึกการอ่าน ให้เด็กสะสมคะแนน พอครบก็มีรางวัลพิเศษให้

8.หนังสือไม่เข้ากับวัย หรือความสนใจของเด็ก การเลือกควรเลือกให้หลากหลาย มีทั้งแบบเล่าเรื่องด้วยภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ นิทานแบบมีข้อความเดียวซ้ำๆ กัน เพื่อให้เด็กจำได้เร็ว

ใน 8 ข้อนี้ถ้าผู้ใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะทำให้เด็กมีกิจกรรมการอ่านเป็นกิจกรรมโปรด ทำให้เด็กมีความมุ่งมั่นและความพยายาม

ความสัมพันธ์ของครอบครัว และเทคโนโลยี

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคนเรามักจะอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำอะไรด้วยกันก็เป็นกลุ่ม จนทำให้มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและยากต่อการทำลายความสัมพันธ์อันดีงามได้ เพราะต่างคนต่างพูดคุยกันโดยการเผชิญหน้ากัน เมื่อเรามองเห็นหน้ากันและกันก็จะทำให้เราสามารถรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ของอีกคนคนนึงได้อย่างดี ว่าคนคนนั้นเค้ารู้สึกอะไร และคิดอะไรอยู่และเมื่อยามต้องไกลห่างกัน จากกันไปเพียงชั่วระยะหนึ่ง หรือจากกันไปตลอดกาลนั้น ความรู้สึก ความสัมพันธ์ดีๆเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเรื่องราวความทรงจำ และ ภาพที่น่าจดจำไปตลอดกาล เมื่อเวลาที่คิดถึงเมื่อไหร่ ต่อให้ต้องเจอความห่างไกลแค่ไหน

ภาพความทรงจำเหล่านั้นก็จะเป็นเครื่องที่คอยเตือนใจเราและทำให้เรามีความสุขตลอดเวลาและเมื่อเวลาที่เกิดเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจหรือทุกข์ใจก็จะมีคนรอบข้างคอยให้ความช่วยเหลือ ให้ความเอาใจใส่ดูแลช่วยคิดแก้ไขปัญหา และคอยให้คำปลอบใจและความอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา

แต่ในมุมกลับกันของในยุคปัจจุบันนี้ คนเราอยู่รวมตัวด้วยกันก็จริง แต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันนั้นกลับถดถอยลงไปเรื่อยๆเพราะต่างคนต่างให้ความสำคัญกับสิ่งๆหนึ่งมากเป็นพิเศษนั้นก็คือ “เทคโนโลยี” เทคโนโลยีสิ่งแรกที่เป็นเครื่องพิสูนจ์ได้ง่ายเลยนั้นก็คือพวก Smartphone … คงปฎิเสธกันไม่ได้เลยว่า ณ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนอย่างมากทำให้คนตื่นเต้นและสนุกสนานไปกับมัน โดยที่หละทิ้งโลกแห่งความเป็นจริงที่ดีที่สุดลงไป ดังตัวอย่างเช่นคนเราสมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะติดเล่นเทคโนโลยีตลอดเวลา โดยที่ไม่เคยสนใจคนรอบข้างเลยว่าเค้ากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังเดินผ่านคนที่เรารู้จักรึป่าว คนตรงนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือจากเรารึป่าว เป็นต้น

แต่สิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นยังไม่รุนแรงเท่ากับการที่เรานั่งอยู่ใกล้คนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง แฟน หรือแม้กระทั้งเพื่อนและเมื่อต่างคนต่างนั่งอยู่ข้างกัน ที่เดียวกัน และเวลาเดียวกัน แต่ไม่เคยหันมาคุยกันแบบตาสบตา แต่คุยกันโดยผ่านเทคโนโลยีที่มีเพียงแค่ข้อความเป็นตัวสือความหมาย แค่เพียงข้อความที่อยู่บนโลกเทคโนโลยีนั้น สามารถสื่อความหมายและความรู้สึกที่แท้จริงได้จริงหรือ???? สามารถทำให้คนในครอบครัว แฟน หรือ เพื่อนที่รัก มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้จริงหรือ??? และเมื่อที่ต้องอยู่ไกลห่างกัน จากกันชั่วระยะหนึ่งหรือจากกันไปตลอดกาล ทำให้เราสามารถเก็บความทรงจำดีๆต่อกันได้เป็นความรู้สึกที่แท้จริงได้จริงหรือ????

และเมื่อเวลาที่เรามีปัญหาทุกข์ใจ ไม่มีใครคอยมาสนใจและเข้าใจว่าตอนนี้เรากำลังเป็นอะไร รู้สึกยังไง และต้องการอะไรโปรดจงอย่าโทษคนรอบข้างที่อยู่ข้างคุณ เพราะ ในเมื่อคุณเองไม่เคยมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีให้กับคนที่อยู่รอบข้างใกล้ชิดคุณเลยเค้าเหล่านั้นก็คงไม่สามารถที่จะซึมซับความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของคุณได้ และเมื่อเวลาที่คุณเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา คุณก็มักที่จะเลือกเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคุณแก้ปัญหาก่อนอันดับแรก และเมื่อคุณไม่มีใครแล้วคุณถึงต้องมาหาความอบอุ่นจากโลกแห่งความจริง

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็ก

19

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ความมั่นคงของครอบครัวเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงของสังคมและของประเทศชาติ ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ปรมาจารย์ของเหล่าจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้เขียนไว้เมื่อพ.ศ. 2499 ในวารสารสมาคมจิตแพทย์ฉบับที่ 1 ปีที่ 1 ว่า “ความผูกพันรักใคร่ภายในครอบครัว เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานของความเป็นปึกแผ่นของสังคม ของประเทศชาติบ้านเมือง และของโลกในที่สุด” ท่านได้กล่าวถึงตัวอย่างของวัฒนธรรมในประเทศตะวันตก วัฒนธรรมในประเทศเอเชีย และคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนกล่าวถึงความสำคัญของครอบครัว อันมีบิดามารดาเป็นบุคคลสำคัญ ฉะนั้นควรจะรักษาและควรดำรงไว้ซึ่งความรักความผูกพันระหว่างบุตรและบิดามารดา และตัองรีบหาทางแก้ไขได้ก่อนที่ครอบครัวจะแตกสลายไปตามกระแสของวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

บทความของท่านเขียนไว้เป็นเวลา 44 ปี มาแล้ว ท่านได้คาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ ได้อธิบายถึงวิธีการที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและของการสร้างผลิตวัตถุทุกระดับอย่างมากมาย การเจริญทางอุตสาหกรรมและการให้ความสำคัญน้อยกับเกษตรกรรม ประกอบกับมีความมุ่งมั่นในความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญน้อยต่อระบบศีลธรรมจรรยา ทำให้ระบบครอบครัวระส่ำระสาย ระบบสังคมของชาติและของโลกเป็นปัญหาวุ่นวาย ครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พ่อเป็นผู้นำทำงานหาเลี้ยงชีพ แม่เป็นแม่บ้านและเป็นผู้ดูแลลูกและผู้คนบริวารภายในบ้าน เด็กๆ เติบโตขึ้นมาด้วยประสบการณ์ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้บทบาทของการงานภายในบ้าน การดูแลน้อง มีความผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่และครอบครัวของตน มีความสัมพันธ์ช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนบ้าน เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากประสบการณ์ตรงและเป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อโลกเจริญก้าวหน้าขึ้น เด็กได้มีโอกาสในการศึกษามากขึ้นทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถมีวิชาชีพ และอาชีพกันมากขึ้น

การที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้หญิงมีความจำเป็นต้องก้าวออกจากงานบ้านมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวช่วยสามี ไม่ว่าจะเป็นในชุมชนเมืองหรือชุมชนชนบทหรือในทุกเศรษฐฐานะ จะพบว่าบทบาทของผู้หญิงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หญิงชนบทจะละทิ้งถิ่นเข้าสู่เมืองที่มีอุตสาหกรรม ถ้ามีลูกจะนิยมนำลูกไปให้ปู่ย่าหรือตายายเลี้ยงมากกว่าที่จะเลี้ยงด้วยตนเอง ในที่สุดจะพบว่าเด็กๆ เติบโตขึ้นโดยผู้ใหญ่ที่เป็นญาติและมักเป็นผู้สูงอายุ ในครอบครัวเมืองผู้หญิงจะออกไปทำงานนอกบ้านปล่อยเด็กไว้กับคนเลี้ยง หรือตามสถานรับฝากเลี้ยงเด็ก แม้แต่ในผู้ที่มีเศรษฐฐานะดีเด็กๆ ก็มักจะตกอยู่ในมือของพี่เลี้ยงที่ไม่มีความชำนาญและเลี้ยงเด็กไม่ถูกต้อง ความเป็นครอบครัวใหญ่แตกสลายไปโดยความจำเป็นและตามกระแสสังคม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจบังคับให้ครอบครัวใหม่ต้องพึ่งตนเองมากขึ้น มีความเป็นอิสสระมากขึ้น มีการย้ายถิ่นฐานกันมากขึ้นตามการศึกษา และอาชีพอีกทั้งการหารายได้ที่คล่องตัวกว่า ทำให้สังคมเมืองแออัด และมีครอบครัวเดี่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ