การเลี้ยงลูกสมัยใหม่ แบบคุณแม่มือใหม่

ปัจจุบันคุณแม่มือใหม่หลายคนเริ่มมีแนวทางการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การกล้าที่จะปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูกด้วยตัวของลูกเอง มากกว่าจะปิดกั้นและเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิดเพราะกลัวว่าลูกจะเจ็บตัว การส่งเสริมทักษะและโภชนาการที่ดีให้ลูกน้อยนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญ สู่พัฒนาการที่ดีรอบด้านในอนาคตของลูกได้อย่างสูงสุด

เทคนิคการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ คือ

– ให้ลูกรู้จักการเป็นตัวของตัวเอง ควรปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ลองผิดลองถูก และปล่อยให้ใช้ความคิดเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมด้วยตัวเอง สิ่งนี้จะทำให้ลูกเกิดความเชื่อมั่นและความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น

– ให้ลูกรู้จักทำงานบ้านเพื่อรู้จักความมีน้ำใจ เป็นการส่งเสริมถึงศักยภาพรอบด้านให้กับลูกได้ดีอีกวิธีหนึ่งและยังช่วยให้ลูกรู้จักกับการช่วยเหลือ แสดงความมีน้ำใจ ต่อคนในครอบครัวและผู้อื่นด้วย

– ให้ความสำคัญและแบ่งเวลาที่มีกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือนิทานให้ลูก หรือการชวนลูกมารดน้ำ ปลูกต้นไม้หน้าบ้าน รวมถึงกิจกรรมนอกบ้านที่คุณพ่อแม่คุณแม่สามารถใช้เวลาในวันหยุดพาลูกไปเรียนรู้ร่วมกันได้

– ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่รักลูกและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ เพราะการให้ลูกได้ตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นจะทำให้ลูกรู้สึกถึงความเป็นส่วนร่วม และมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นด้วย

– ห้ามเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น หากพ่อแม่อยากให้ลูกทำอะไร ก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีและทำให้ลูกเห็น และคอยสนับสนุนในด้านที่ลูกสนใจมากกว่าการบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ

– ให้โภชนาการที่ดีแก่ลูกรักเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด หรือดื่มนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูก ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านระบบประสาทและสมองของลูกน้อย รวมถึงสุขภาพร่างกาย ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ

เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมหัวใจคนในครอบครัว

หลายคนก็ไม่ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือร่วมกิจกรรมกับครอบครัว… อาจเพราะหน้าที่การงาน หรือมีธุระให้ต้องจัดการสะสางก็ตาม ทำให้พลาดโอกาสสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมรวมญาติ มาเฮฮา สังสรรค์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา หยุดครั้งไหน หรือปีใด ไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว หรือญาติมิตรวงศ์ตระกูล ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าเกินบรรยาย

หากคุณไม่จมอยู่กับความเศร้าจนมากเกินไป…เราแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมหัวใจ จะได้ไม่ทำให้คุณรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลครอบครัว ว่าแต่เทคโนโลยีที่ช่วยส่งต่อความรักของคุณไปถึงครอบครัวนั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกัน…?

วิดีโอคอลล์…ส่งรัก
ปัจจุบัน มือถือส่วนใหญ่ก็มี 2 กล้อง ทั้งหน้าและหลังอยู่แล้ว…ดังนั้น การใช้ฟังก์ชั่นวิดีโอคอลล์ก็เลยไม่มีปัญหา ไม่ว่าทางบ้านจะมีกิจกรรมอะไร สนุกสนาน หรือซาบซึ้งแค่ไหน คุณก็สามารเห็นและมีส่วนร่วมกับพวกเขาได้ทุกเหตุการณ์

โทรผ่านแอพฯ ให้หายคิดถึง
เผื่อใครจะงงกับการใช้วิดีโอคอลล์ เพราะแอพพลิเคชั่นหลายๆ ประเภท ก็มีฟังก์ชั่นโทรฟรีผ่านอินเทอร์เน็ตได้เหมือนกัน แล้วก็อย่าเถียงว่าผู้สูงอายุใช้แอพไม่เก่ง เดี๋ยวนี้ท่านก้าวเข้าสู่โลกโซเชียลกันเป็นแถว หากท่านยังใช้ไม่เป็น ก็จงสอนท่านซะ! แค่นี้…ไม่ว่าคุณจะอยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศ ก็ยังสามารถสนทนากับคนในครอบครัว แฟน และเพื่อนๆ ได้เหมือนเดิม แค่ยกมือถือขึ้นมากด

แชต…บอกว่าห่วงใย
ถือเป็นวิธีแก้คิดถึงแบบคลาสิกที่สุดในยุคนี้ ถ้าต้องอยู่ไกลกัน และไม่ได้มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใช้ตลอดเวลา เอาเป็นว่า…ตอนไหนที่จับสัญญาณเน็ตได้ ก็รีบส่งข้อความหวานๆ ไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือจะส่งภาพรายงานตัว บอกเล่าเรื่องราวชีวิตก็เก๋ไปอีกแบบ คนปลายทางจะได้มีรูปไว้ดูแก้คิดถึง

เกาะติดโซเชียล รู้ทุกเรื่องราว
นอกจาก 3 ช่องทางที่บอกไปข้างต้น ก็ยังมีโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ให้คุณได้ใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงเรื่องราวต่างๆ ไม่เพียงแต่เรื่องราวของคนในครอบครัว แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนๆ และบรรดาคนดังที่คุณได้กดติดตามเอาไว้อีกด้วย ทีนี้…ใครจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ก็รู้ได้หมด แถมยังพิมพ์ตอบโต้กันได้อีกด้วย ไม่ต้องเหงาอยู่คนเดียวแล้วนะ

ปัญหาการหย่าร้างภายในครอบครัวปัจจุบัน

marriage-nature-outdoors-couple
ในอดีตการหย่าร้างไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายและถ้าสามีภรรยาคู่ใดหย่าร้างกันก็จะถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีจะได้รับการติฉินนินทา ดังนั้นปัญหาการหย่าร้างจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นทั้งๆที่สมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน คือพ่อแม่จับให้แต่งงานกัน แต่เมื่ออยู่กินด้วยกันแล้วก็รักกันและอยู่ด้วยกันจนตายจากกัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าผู้หญิงไทยในอดีตมีหน้าที่อยู่กับบ้าน คอยปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่และเป็นแม่บ้านแม่เรือนดูแลการงานภายในบ้านทุกอย่าง  ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านเหมือนในปัจจุบันปัญหาการหย่าร้างจึงไม่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันหลังจากที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะด้านการศึกษา การเมือง และด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงค่านิยม เกิดค่านิยมใหม่ๆ ทำให้ผู้หญิงไทยมีอิสระและเสรีภาพมากกว่าแต่ก่อนในด้านการดำเนินชีวิตประกอบอาชีพทางสังคม ใช้ชีวิตนอกบ้านและกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น

การหย่าร้างเป็นการสิ้นสุดชีวิตแต่งงานของคู่สมรส ย่อมเป็นเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะผู้หญิงที่หย่าร้างมักจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกหรือทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว การลดปัญหาการหย่าร้างนั้นทำได้ไม่ยากนักเพราะ เป็นความต้องการทั้งสองฝ่ายที่จะแยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด ทางที่จะช่วยได้ก็คือพยายามประวิงเวลาของการหย่าร้างไว้ก่อนถ้าเป็นไปได้ มีหลายคู่เหมือนกันที่มีเจตจำนงจะหย่าร้างกัน เจ้าหน้าที่ก็แนะนำหาเหตุผลประกอบทั้งผลดีและผลเสีย ทำให้เปลี่ยนใจภายหลังได้ อาจจะให้โอกาสแต่ละฝ่ายใช้เวลาไตร่ตรองให้นานๆเสียก่อนได้

หรือถ้าหากพิจารณาคดีของการหย่าควรจะทำเป็นความลับ เพื่อไม่ให้แต่ละฝ่ายเสียชื่อเสียง นอกจากนั้นก็หาทางให้การศึกษาเรื่องเพศศึกษาแก่ครอบครัว เพื่อเป็นการสอนแนวทางชีวิตเป็นจริงในสังคม เน้นหนักในด้านการศึกษาอย่างแท้จริง สำหรับเด็กแล้วการหย่าร้างของพ่อแม่เป็นประสบการณ์ที่เครียด เศร้าโศก และสับสน ไม่ว่าเด็กวัยใดก็มักรู้สึกไม่มั่นคงและขุ่นเคืองกับการที่พ่อแม่จะเลิกกัน ทั้งนี้พ่อแม่สามารถช่วยกันบรรเทาความเจ็บปวดของลูกได้ การช่วยให้ลูกรับมือกับการหย่าร้างได้นั้นย่อมหมายถึงการสร้างความมั่งคงภายในบ้านขึ้นมาใหม่และการเข้าหาลูกด้วยทัศนคติที่ดี รวมไปถึงการสร้างความมั่นใจให้กับลูกด้วย การแยกทางกันของพ่อแม่อาจไม่ใช่เหตุการณ์ที่เด็กจะสามารถผ่านพ้นไปได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้

ปัจจัยที่ช่วยสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและบรรยากาศที่อบอุ่น

ครอบครัว เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมที่มีส่วนเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับบุคคล ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีความรัก ความเข้าใจซึ่งกันละกัน เอื้ออาทร ห่วงใยดูแลซึ่งกันและกัน ก็จะส่งผลให้ครอบครัวมีความสุข แต่ถ้าสมาชิกในครอบครัวทะละวิวาทกัน มีความขัดแย้ง ไม่เข้าใจกัน ครอบครัวก็จะไม่มีความสุข และอาจส่งผลให้เด็กก้าวร้าว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอีกทั้งไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่นได้

ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นครอบครัวที่มีความสุข มีลักษณะดังนี้

1.หัวหน้าครอบครัวมีความรักความเข้าใจในสมาชิก มีความเมตตา เอื้อเฟื้อ เสียสละให้อภัยและเอื้ออาทรต่อสมาชิกในครอบครัวทุกคน ไม่ลงโทษต่อสมาชิกในครอบครัวโดยวิธีที่รุนแรงไม่แสดงกิริยาข่มขู่ หรือทำให้บุคคลในครอบครัวอับอาย

2.หัวหน้าครอบครัวไม่ลำเอียงในการเลี้ยงดู ให้ความรักความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ไม่ลำเอียงรักลูกคนเล็กมากที่สุดไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่แสดงกิริยารักเฉพาะบุตรตนเองกับผู้อื่น รักษาดูแลสมาชิกในครอบครัวเมื่อเจ็บป่วย

3.ระบบการปกครองมีความเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพ โดยรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เช่น ไม่รื้อค้นสิ่งของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต ไม่เปิดจดหมายผู้อื่น เป็นต้น

4.สมาชิกในครอบครัวมีความรักใคร่สามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีความเห็นอกเห็นใจกัน ให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

5.สมาชิกในครอบครัวรู้จักบทบาทหน้าที่ตนเอง มีสัมมาคารวะมีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง ไม่ลักขโมย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัว

การสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัวนั้น จะก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยทางจิตใจที่คนในครอบครัวรู้สึกเมื่ออยู่ร่วมกัน บรรยากาศแห่งการมีสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวนั้น ทุกครอบครัวสามารถสร้างขึ้นได้ อย่างเช่น

– ยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนในบ้าน รู้จักฟังผู้อื่นพูดและยอมรับในความคิดของผู้อื่น

– รักและห่วงใยรู้จักเอื้ออาทรและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เอาแต่ใจตนเอง มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์

– รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ช่วยงานบ้านทุกอย่างด้วยความเต็มใจ

– ไม่ทะเลาะวิวาทกับพี่น้องหรือบุคคลอื่นในครอบครัว รู้จักให้อภัยต่อกัน และไม่แสดงกิริยาก้าวร้าวเมื่อไม่พอใจ ใช้กิริยาวาจาที่สุภาพกับทุกคน

– เคารพนับถือ มีสัมมาคารวะต่อพ่อแม่ผู้มีอาวุโส และญาติผู้ใหญ่ทุกคน

– เอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของทุกคนในครอบครัว มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เสียสละ และให้อภัย

– สมาชิกในครอบครัวร่วมรับผิดชอบการวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว

 

 

การแก้ไขความรุนแรงในครอบครัวให้หมดไปหรือลดน้อยลง

view_resizing_images.phpการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวและสังคมเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมาก และเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย และทุกชนชั้น แต่สังคมไทยยังถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวที่แต่ละคนต้องแก้ไขเองตามลำพัง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและมีผลกระทบต่อความผาสุกของครอบครัวและสังคม สถานพยาบาลต่างๆยังไม่มีการจัดบริการทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงส่วนใหญ่แล้ว บริการที่ให้เป็นการบำบัดทางจิตเมื่อผู้ถูกกระทำเกิดความผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรงแล้ว ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ล่าช้าเกินไป ส่วนผู้กระทำมักจะไม่ได้รับการบำบัดแก้ไขพฤติกรรม ทำให้มีการใช้ความรุนแรงต่อไปไม่สิ้นสุดและรุนแรงมากขึ้น

ความสัมพันธ์ทางครอบครัวมีความเชื่อมโยงกันทั้งทางร่างกาย และจิตใจในด้านที่ดีเป็นสำคัญ แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงและแอบแฝงไปด้วยความรุนแรงกลับซ่อนเร้นอยู่ในสถาบันที่แยกย่อยและสำคัญที่สุดในสังคม ทำให้พื้นฐานบุคลิกของผู้คนซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวถ่ายทอดเอาเจตคติและเกิดการเลียนแบบกระทำตามต่อกันมา หากอยู่ในสถานะที่ร่างกายและความคิดถูกกดดันจะถูกระบายออกมาด้วยการกระทำ ความรุนแรงกับสมาชิกในครอบครัวต่อไป ทำให้ครอบครัวเกิดความอ่อนแอในด้านสัมพันธภาพและเกิดเป็นปัญหาทางสังคมติดตามมาในภายหลัง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและมีผลกระทบต่อความผาสุกของครอบครัวและสังคม สถานพยาบาลต่างๆยังไม่มีการจัดบริการทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงส่วนใหญ่แล้ว บริการที่ให้เป็นการบำบัดทางจิตเมื่อผู้ถูกกระทำเกิดความผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรงแล้ว ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ล่าช้าเกินไป

ความรุนแรงในครอบครัวมีผลเสียต่อจิตใจ และพัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพของเด็กซึ่งถ้าเราไม่ช่วยกันลดการใช้ความรุนแรงในครอบครัวให้หมดไปหรือลดน้อยลง ในที่สุดเราก็ได้ประชากรที่นิยมความรุนแรง การเดินถนนของเราคงจะไม่มีความปลอดภัยแล้ว และถ้าใช้ความรุนแรงกับลูกของเรา ลูกของเราก็ใช้ความรุนแรงกับหลานแหลนของเราต่อไปดังนั้นเรามาอยู่ด้วยกันด้วยความรัก ความเมตตา ลูกๆก็จะมีความสุข และในที่สุดสังคมประเทศชาติก็จะมีความสุขด้วย เพราะสัมพันธภาพอันดีของมนุษย์เกิดจากสถาบันพื้นฐานของสังคมคือครอบครัว ปัจจุบันทุกๆจุดของสังคมมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางแก้ปัญหา