ความสัมพันธ์ของครอบครัว และเทคโนโลยี

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคนเรามักจะอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำอะไรด้วยกันก็เป็นกลุ่ม จนทำให้มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและยากต่อการทำลายความสัมพันธ์อันดีงามได้ เพราะต่างคนต่างพูดคุยกันโดยการเผชิญหน้ากัน เมื่อเรามองเห็นหน้ากันและกันก็จะทำให้เราสามารถรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ของอีกคนคนนึงได้อย่างดี ว่าคนคนนั้นเค้ารู้สึกอะไร และคิดอะไรอยู่และเมื่อยามต้องไกลห่างกัน จากกันไปเพียงชั่วระยะหนึ่ง หรือจากกันไปตลอดกาลนั้น ความรู้สึก ความสัมพันธ์ดีๆเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเรื่องราวความทรงจำ และ ภาพที่น่าจดจำไปตลอดกาล เมื่อเวลาที่คิดถึงเมื่อไหร่ ต่อให้ต้องเจอความห่างไกลแค่ไหน

ภาพความทรงจำเหล่านั้นก็จะเป็นเครื่องที่คอยเตือนใจเราและทำให้เรามีความสุขตลอดเวลาและเมื่อเวลาที่เกิดเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจหรือทุกข์ใจก็จะมีคนรอบข้างคอยให้ความช่วยเหลือ ให้ความเอาใจใส่ดูแลช่วยคิดแก้ไขปัญหา และคอยให้คำปลอบใจและความอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา

แต่ในมุมกลับกันของในยุคปัจจุบันนี้ คนเราอยู่รวมตัวด้วยกันก็จริง แต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันนั้นกลับถดถอยลงไปเรื่อยๆเพราะต่างคนต่างให้ความสำคัญกับสิ่งๆหนึ่งมากเป็นพิเศษนั้นก็คือ “เทคโนโลยี” เทคโนโลยีสิ่งแรกที่เป็นเครื่องพิสูนจ์ได้ง่ายเลยนั้นก็คือพวก Smartphone … คงปฎิเสธกันไม่ได้เลยว่า ณ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนอย่างมากทำให้คนตื่นเต้นและสนุกสนานไปกับมัน โดยที่หละทิ้งโลกแห่งความเป็นจริงที่ดีที่สุดลงไป ดังตัวอย่างเช่นคนเราสมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะติดเล่นเทคโนโลยีตลอดเวลา โดยที่ไม่เคยสนใจคนรอบข้างเลยว่าเค้ากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังเดินผ่านคนที่เรารู้จักรึป่าว คนตรงนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือจากเรารึป่าว เป็นต้น

แต่สิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นยังไม่รุนแรงเท่ากับการที่เรานั่งอยู่ใกล้คนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง แฟน หรือแม้กระทั้งเพื่อนและเมื่อต่างคนต่างนั่งอยู่ข้างกัน ที่เดียวกัน และเวลาเดียวกัน แต่ไม่เคยหันมาคุยกันแบบตาสบตา แต่คุยกันโดยผ่านเทคโนโลยีที่มีเพียงแค่ข้อความเป็นตัวสือความหมาย แค่เพียงข้อความที่อยู่บนโลกเทคโนโลยีนั้น สามารถสื่อความหมายและความรู้สึกที่แท้จริงได้จริงหรือ???? สามารถทำให้คนในครอบครัว แฟน หรือ เพื่อนที่รัก มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้จริงหรือ??? และเมื่อที่ต้องอยู่ไกลห่างกัน จากกันชั่วระยะหนึ่งหรือจากกันไปตลอดกาล ทำให้เราสามารถเก็บความทรงจำดีๆต่อกันได้เป็นความรู้สึกที่แท้จริงได้จริงหรือ????

และเมื่อเวลาที่เรามีปัญหาทุกข์ใจ ไม่มีใครคอยมาสนใจและเข้าใจว่าตอนนี้เรากำลังเป็นอะไร รู้สึกยังไง และต้องการอะไรโปรดจงอย่าโทษคนรอบข้างที่อยู่ข้างคุณ เพราะ ในเมื่อคุณเองไม่เคยมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีให้กับคนที่อยู่รอบข้างใกล้ชิดคุณเลยเค้าเหล่านั้นก็คงไม่สามารถที่จะซึมซับความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของคุณได้ และเมื่อเวลาที่คุณเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา คุณก็มักที่จะเลือกเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคุณแก้ปัญหาก่อนอันดับแรก และเมื่อคุณไม่มีใครแล้วคุณถึงต้องมาหาความอบอุ่นจากโลกแห่งความจริง

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็ก

19

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ความมั่นคงของครอบครัวเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงของสังคมและของประเทศชาติ ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ปรมาจารย์ของเหล่าจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้เขียนไว้เมื่อพ.ศ. 2499 ในวารสารสมาคมจิตแพทย์ฉบับที่ 1 ปีที่ 1 ว่า “ความผูกพันรักใคร่ภายในครอบครัว เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานของความเป็นปึกแผ่นของสังคม ของประเทศชาติบ้านเมือง และของโลกในที่สุด” ท่านได้กล่าวถึงตัวอย่างของวัฒนธรรมในประเทศตะวันตก วัฒนธรรมในประเทศเอเชีย และคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนกล่าวถึงความสำคัญของครอบครัว อันมีบิดามารดาเป็นบุคคลสำคัญ ฉะนั้นควรจะรักษาและควรดำรงไว้ซึ่งความรักความผูกพันระหว่างบุตรและบิดามารดา และตัองรีบหาทางแก้ไขได้ก่อนที่ครอบครัวจะแตกสลายไปตามกระแสของวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

บทความของท่านเขียนไว้เป็นเวลา 44 ปี มาแล้ว ท่านได้คาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ ได้อธิบายถึงวิธีการที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและของการสร้างผลิตวัตถุทุกระดับอย่างมากมาย การเจริญทางอุตสาหกรรมและการให้ความสำคัญน้อยกับเกษตรกรรม ประกอบกับมีความมุ่งมั่นในความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญน้อยต่อระบบศีลธรรมจรรยา ทำให้ระบบครอบครัวระส่ำระสาย ระบบสังคมของชาติและของโลกเป็นปัญหาวุ่นวาย ครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พ่อเป็นผู้นำทำงานหาเลี้ยงชีพ แม่เป็นแม่บ้านและเป็นผู้ดูแลลูกและผู้คนบริวารภายในบ้าน เด็กๆ เติบโตขึ้นมาด้วยประสบการณ์ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้บทบาทของการงานภายในบ้าน การดูแลน้อง มีความผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่และครอบครัวของตน มีความสัมพันธ์ช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนบ้าน เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากประสบการณ์ตรงและเป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อโลกเจริญก้าวหน้าขึ้น เด็กได้มีโอกาสในการศึกษามากขึ้นทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถมีวิชาชีพ และอาชีพกันมากขึ้น

การที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้หญิงมีความจำเป็นต้องก้าวออกจากงานบ้านมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวช่วยสามี ไม่ว่าจะเป็นในชุมชนเมืองหรือชุมชนชนบทหรือในทุกเศรษฐฐานะ จะพบว่าบทบาทของผู้หญิงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หญิงชนบทจะละทิ้งถิ่นเข้าสู่เมืองที่มีอุตสาหกรรม ถ้ามีลูกจะนิยมนำลูกไปให้ปู่ย่าหรือตายายเลี้ยงมากกว่าที่จะเลี้ยงด้วยตนเอง ในที่สุดจะพบว่าเด็กๆ เติบโตขึ้นโดยผู้ใหญ่ที่เป็นญาติและมักเป็นผู้สูงอายุ ในครอบครัวเมืองผู้หญิงจะออกไปทำงานนอกบ้านปล่อยเด็กไว้กับคนเลี้ยง หรือตามสถานรับฝากเลี้ยงเด็ก แม้แต่ในผู้ที่มีเศรษฐฐานะดีเด็กๆ ก็มักจะตกอยู่ในมือของพี่เลี้ยงที่ไม่มีความชำนาญและเลี้ยงเด็กไม่ถูกต้อง ความเป็นครอบครัวใหญ่แตกสลายไปโดยความจำเป็นและตามกระแสสังคม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจบังคับให้ครอบครัวใหม่ต้องพึ่งตนเองมากขึ้น มีความเป็นอิสสระมากขึ้น มีการย้ายถิ่นฐานกันมากขึ้นตามการศึกษา และอาชีพอีกทั้งการหารายได้ที่คล่องตัวกว่า ทำให้สังคมเมืองแออัด และมีครอบครัวเดี่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สื่อโทรทัศน์ นับได้ว่าเป็นสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อความคิดต่างๆ ของผู้ชมรายการ

19

ปัจจุบันสื่อสารมวลชน (Mass media) แขนงต่างๆ ได้รับการต่อว่าต่อขานจากสังคมมากพอสมควรในด้านที่สื่อขาดความรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวสารต่อสาธารณชน ความไม่เป็นกลางในการนำเสนอในฐานะของสื่อที่ดี รวมทั้งการเข้าข้างการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดโดยขาดความรับผิดชอบ และไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริงซึ่งถือเป็นการปฏิบัติ งานที่ผิดจรรยาบรรณในฐานะคนทำงานเป็นสื่อ อย่างมากอย่างไรก็ตาม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงบทบาทของสื่อโทรทัศน์เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีบทบาทมากที่สุดในสังคมไทยก็ว่าได้ เนื่องจากมีผู้ที่ชมรายการโทรทัศน์มากกว่าสื่ออื่นๆ ทุกประเภท จำนวนรวมกันหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ สื่อโทรทัศน์ นับได้ว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด เปิดเครื่องรับเมื่อไรก็สามารถชมภาพได้ทันที ส่วนรายการที่แต่ละสถานีจะนำเสนอนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของคณะผู้บริหารของแต่ละสถานีเป็นสำคัญและเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่สามารถทำกำไรได้มากมาย

ในบ้านเรา หากไม่นับเคเบิลทีวีที่มีอยู่ดาษดื่น หลากหลายทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด รวมทั้งโทรทัศน์ของต่าง ประเทศที่สามารถรับได้โดยง่ายเมื่อติดตั้งจานสัญญาณรับภาพแล้ว สถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการและตั้งกันมานาน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์อิสระ ที่จัดตั้งขึ้นมาได้ไม่นานนัก โดยพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551สื่อโทรทัศน์ นับได้ว่าเป็นสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อความคิดต่างๆ ของผู้ชมรายการ รวมทั้งเราสามารถมองความคิดและรสนิยมของผู้ที่ชมรายการโทรทัศน์ได้ไม่ยากจากการชมรายการต่างๆ ของผู้ชมรายการโทรทัศน์ อย่างที่ภาษาฝรั่งว่า You are what you watch จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐที่เก็บตัวเลขทางสถิติและนำมาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่าคนไทยอ่านหนังสือกันน้อยมาก โดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือเพียงคนละ 8-9 บรรทัดต่อปีเท่านั้น ในขณะเดียวกัน คนไทยดูโทรทัศน์โดยเฉลี่ยแล้วมากกว่าวันละ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าอิทธิพลที่ไปพร้อมกับสื่อโทรทัศน์ย่อมมีผลต่อความคิดต่างๆ ของประชาชนคนไทยมากที่สุด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งใช้เวลาในการดูโทรทัศน์มากกว่าทุกวัย

โลกออนไลน์ ทำให้ครอบครัวสื่อสารกันน้อยลง

เว็บไซต์ต่างๆ ทุกวันนี้ ไม่เพียงมีหน้าที่ในการให้ข้อมูล ข่าวสารเท่านั้น แต่เว็บไซต์ต่างๆ ทางอินเตอร์เนตยังได้กลายเป็น “สังคมใหม่” อันเป็นแหล่งรวมเพื่อน พี่ น้อง คนรู้จัก และคนไม่รู้จักเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า เวบไซด์เครือข่ายสังคม (Social Network Website) ข้อดีของเครือยข่ายสังคมออนไลน์นี้ก็คือ ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสาร รับรู้ความเป็นไปของเพื่อนที่อยู่อีกซีกโลกได้ตลอดเวลาอย่างเรียลไทม์ ตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือที่จะพาเราเข้าสู่โลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์พีซี โน๊ตบุ๊คส์ และเนตบุ๊คส์ ที่พกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวก ไปจนถึงโทรศัพท์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองการใช้บริการเวบไซด์เครือข่ายสังคมออนไลน์โดยเฉพาะ และสามารถพูดคุยโต้ตอบกับเพื่อนที่ใช้โทรศัพท์รุ่นเดียวกันได้ จนกลายเป็นกระแสการติดต่อสื่อสารของคนยุคใหม่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในทุกวันนี้

ในอีกด้านหนึ่งวิดีโอเกมส์ ก็ได้รับการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีเกมส์รูปแบบต่างๆ ออกใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบเกมส์กดที่สามารถพกพาไปเล่นได้ทุกที่ หรือในรูปแบบที่ต้องต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ ทำให้ภาพของครอบครัว โดยเฉพาะในสังคมเมืองทุกวันนี้ เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก การที่เด็กติดเกมส์เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าสายสัมพันธ์ในครอบครัวกำลังอ่อนแอ

“ทุกวันนี้มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่มาปรึกษาถึงอาการติดเกมส์ของลูกจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่เมื่อถามว่า ขณะที่ลูกเล่นเกมส์นั้น คุณพ่อคุณแม่ทำอะไร ก็พบว่าคุณแม่บางคนก็แชททางโทรศัพท์กับเพื่อน ขณะที่คุณพ่อก็เข้าอินเตอร์เนตเชคข่าวสารออนไลน์ คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นได้ว่า ครอบครัว โดยเฉพาะในสังคมเมืองทุกวันนี้ มีการสื่อสารกันน้อยลง เพราะเราหันไปใส่ใจกับเทคโนโลยีมากเสียจนหลงลืมสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัว
มีพ่อแม่บางราย ที่ยอมรับว่า วิดีโอเกมส์ ทำให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะลูกจะสามารถอยู่หน้าจอได้นานหลายชั่วโมง ทำให้พ่อแม่มีเวลาจัดการธุระส่วนตัว ทำงานบ้าน พักผ่อน โดยไม่มีเด็กๆ มากวน และช่วงเวลานี้เองที่พ่อแม่ ก็ติดกับดักเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างไม่รู้ตัว มีพ่อแม่จำนวนมาก โดยเฉพาะคุณแม่ ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นสถานที่หลบหนี จากความเครียดในชีวิตประจำวัน”

“สำหรับครอบครัวที่มีปัญหาเทคโนโลยีเข้ามาแทรกแซงในความสัมพันธ์ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องนั่งคุยกัน อธิบายปัญหาของคุณให้คู่ชีวิตทราบ เช่น รู้สึกเหนื่อยจากงานบ้าน หรืออยากให้ครอบครัวมีเวลาด้วยกันมากขึ้น รวมทั้งยอมรับว่าคุณกำลังพยายามที่จะใช้เวลากับสังคมออนไลน์ให้น้อยลง เพื่อให้คู่ชีวิตรับทราบและให้ความช่วยเหลือ ลองหาเวลา 3 ชั่วโมงต่อวัน ปิดเครื่องมือสื่อสาร และตัดขาดจากสังคมออนไลน์ แล้วใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น ชวนลูกไปเดินเล่น เล่านิทาน อ่านหนังสือ หรือดูภาพยนตร์ด้วยกัน และชวนเจ้าตัวน้อยมาเลือกวันพิเศษประจำสัปดาห์ที่เป็นวันของครอบครัว อาจเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ที่ทุกคนจะไม่เปิดสื่อออนไลน์ ไม่เล่นเกมส์ แรกๆ อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่หากค่อยๆ พยายามและร่วมมือกัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ก็จะกลับมาดีได้ดังเดิม เพราะท้ายที่สุดแล้วภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดหาไม่ได้จากโลกออนไลน์ แต่พบได้ใกล้ๆ ในครอบครัวของคุณเองค่ะ”

อาการที่บ่งชี้ว่าคุณอาจกำลังเสพติดเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ว่างเมื่อไรเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแชท เปลี่ยนสถานะของตนเองทุกครั้งที่มีโอกาส หงุดหงิดงุ่นง่านต้องการรู้ว่ามีใครมาแสดงความคิดเห็นในกระทู้ของคุณหรือไม่ และคุณรู้สึกว่าให้เวลากับครอบครัวน้อยลงเพื่อที่จะได้เข้าไปติดต่อกับเพื่อนๆ ออนไลน์ หากคุณมีอาการเหล่านี้ ก็อาจถึงเวลาที่ต้องจัดตารางชีวิตใหม่

เทคโนโลยี Social Media หัวใจสำคัญของครอบครัวแนวใหม่ในอาเซียน

ความเจริญเติบโตในประเทศอาเซียนได้เปลี่ยนจากครอบครัวขยาย (ครอบครัวใหญ่) ลดลงเป็นครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ตามหลักปรัชญาsei-katsu-sha ที่บอกว่า การศึกษาให้เข้าใจถึงความต้องการและค่านิยมของผู้ดำเนินชีวิตแต่ละคน เพื่อสร้างสรรค์แนวทางใหม่ที่ก่อให้เกิดความสุขกับบุคคลนั้น ๆ โดยการแบ่งแยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวนั้น แต่ละครอบครัวจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันผ่านเทคโนโลยี เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับครอบครัว เรียกว่า ครอบครัวเชื่อมต่อ

เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งเชื่อมโยงสำคัญ โดยแต่ละครอบครัวจะมีสังคมออนไลน์ไว้ติดต่อสื่อสารกัน เป็นการลดความเป็นส่วนตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้แม้อยู่ห่างไกล สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

1. ครอบครัวขยายที่ดูผิวเผินเหมือนเป็นครอบครัวเดี่ยวหมายถึง สมาชิกในครอบครัวที่แม้จะไม่ได้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ก็มีปฎิสัมพันธ์กันทั้งในโลกสังคมออนไลน์และในชีวิตจริง
2. เป็นประหนึ่งตาข่ายนิรภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวในขณะเดียวกัน หมายถึง สมาชิกในครอบครบครัวคอยช่วยเหลือและดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน รวมทั้งปรับปรุงเรื่องความขาดความเป็นส่วนตัว เช่น กรณีที่แต่ละคนที่แยกออกไปจะอาศัยอยู่แต่บ้านของตนเอง แต่บ้านที่ใหญ่ที่สุดจะมีกล้องวงจรปิดติดตามบ้านของครอบครัวที่มีบ้านแยกออกไป เพื่อดูว่าบ้านแต่ละหลังทำอะไรกันอยู่
3. สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นผู้มีอิทธิพลได้ หมายถึง ความถนัดของแต่คน สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้ในด้านนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไอที ด้านอาหารหรือการท่องเที่ยว
4. วิธีการสื่อสารที่ขาดไม่ได้ 3 ชนิด ที่จำเป็นต้องมีในการรวมครอบครัว
4.1. โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊กจะมีไว้เพื่อเก็บความทรงจำต่าง ๆ บันทึกภาพกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัว
4.2. แอพพลิเคชั่นสนทนา เช่น ตั้งกลุ่มไลน์ครอบครัวไว้แลกเปลี่ยนเรื่องราวของแต่ละคน
4.3. การสนทนาแบบเห็นหน้าผ่านโทรศัพท์ เป็นการเชื่อมสายใยครอบครัวที่ห่างไกลได้รู้สึกเหมือนใกล้ชิดกัน

แม้ครอบครัวในอาเซียนจะกระจายกันอาศัยอยู่ในประเทศ แยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวจากครอบครัวขยาย แต่เทคโนโลยีเป็นตัวหลักสำคัญที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ เช่น วันเกิดสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวก็จะมีการรวมตัวจากทุกครอบครัวที่แยกออกไปมาพบปะ สังสรรค์กัน จึงเรียกได้ว่าเป็น ครอบครัวแนวใหม่แห่งอาเซียน